วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Week8: How to use SHAZAM Application

เคยมั้ยคะ ระหว่างที่เรากำลังเดินช้อปปิ้งเก๋ๆอยู่ในห้างสรรพสินค้า ก็ได้ยินเพลงที่เปิดคลอไปกับบรรยากาศในห้าง หรือระหว่างที่เรากำลังขับรถกลับบ้าน ก็ได้ยินเพลงเพราะๆที่เปิดตามสถานีวิทยุต่างๆ อยากรู้ชื่อเพลงจัง แต่เอ๊ะ เราจะไปหาชื่อเพลงมาจากไหนล่ะ ? จะจำเนื้อเพลงไปเสิร์ชหาชื่อเพลงในบราวเซอร์ต่างๆก็ดูจะลำบากเกินไปใช่มั้ยล่ะคะ


วันนี้ เรามีทางออกให้กับคุณ


กับแอพพลิเคชั่น SHAZAM (ชาแซม)




Shazam เป็นแอพพลิเคชั่นที่สร้างความสะดวกสบายให้เป็นอย่างมาก สำหรับการค้นหาชื่อเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่ตามที่ต่างๆ เพียงแค่คุณกดดาวน์โหลดและติดตั้งแอพพลิเคชั่นนี้ลงบนสมาร์ทโฟนของคุณ ปัญหานี้ก็จะหมดไป!


เจ้าแอพพลิเคชั่นนี้ สามารถช่วยให้คุณรู้ชื่อเพลงที่กำลังฟังอยู่ได้อย่างง่ายดาย ด้วยขั้นตอนง่ายๆเพียง 3 ขั้นตอน คือ


1. เข้าสู่แอพพลิเคชั่น (จำเป็นต้องมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต)




2. กดสัญลักษณ์ของแอพพลิเคชั่นตรงกลางหน้าจอ 1 ครั้ง จากนั้นจึงนำโทรศัพท์มือถือของคุณไปจ่อใกล้ๆลำโพงหรือแหล่งกำเนิดเสียง และรอให้แอพพลิเคชั่นประมวลผล




3. จบปิ๊ง! ได้มาแล้ว ชื่อเพลงที่เราต้องการ!





ง่ายๆเพียงสามขั้นตอนก็สามารถรู้ชื่อเพลงที่ต้องการได้แล้ว แถมยังมาพร้อมกับรายละเอียดของเพลง เช่น ศิลปินชื่ออะไร เพลงนี้อยู่ในอัลบัมอะไร เพลงนี้ถูกปล่อยสู่สาธารณะชนตอนไหน รวมถึงถ้าหากศิลปินของเพลงนั้นๆกำลังมีทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ล่ะก็ เจ้าแอพพลิเคชั่นนี้ยังสามารถบอกรายละเอียดคอนเสิร์ตของศิลปินนั้นๆได้อีกด้วย


  




  


เอ๊ะ แล้วเพลงเก่าๆที่เราเคยค้นหาในแอพพลิเคชั่นนี้มาแล้วล่ะ มันจะหายไปมั้ย ?


คำตอบคือ ไม่หายค่ะ เพราะเจ้า Shazam นี้ จะทำการบันทึกทุกๆการค้นหาของคุณลงในแถบด้านล่างที่เขียนว่า 'My Shazam' และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณอยากจะรู้ชื่อเพลงเก่าๆที่คุณเคยค้นหาไปแล้ว ก็สามารถกดและไล่ดูได้ทันที






เป็นยังไงล่ะคะ กับแอพพลิเคชั่นที่แสนรู้ใจอย่างเจ้า Shazam นี้ คงถูกใจทุกคนอยู่ไม่ใช่น้อยเลยใช่มั้ยคะ รีบติดตั้งแอพพลิเคชั่นดีๆอย่างนี้ลงในสมาร์ทโฟนด่วนๆเลยนะคะ จะได้ไม่ตกเทรนด์



สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งแอพพลิเคชั่นนี้ได้แล้ว ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS, Android, Windows Phone และ Mac













รีบๆไปดาวน์โหลดมาใช้กันนะคะ แอพพลิเคชั่นดีๆมีประโยชน์แบบนี้ ใช้ซะ!

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Week7: คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์








องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ 


1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
         
          หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นโครงร่างสามารถมองเห็นด้วยตาและสัมผัสได้ เช่น จอภาพ คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เม้าส์ เป็นต้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆ ตามลักษณะการทำงาน ได้ 4 หน่วย คือ หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) หน่วยแสดงผล (Output Unit) และหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) โดยอุปกรณ์แต่ละหน่วยมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกัน

2. ซอฟต์แวร์ (Software)

          หมายถึง ส่วนที่มนุษย์สัมผัสไม่ได้โดยตรง เป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 
       
   2.1 ซอฟต์แวร์สำหรับระบบ (System Software)
          คือ ชุดของคำสั่งที่เขียนไว้เป็นคำสั่งสำเร็จรูป ซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มากที่สุด เพื่อคอยควบคุมการทำงาน ของฮาร์ดแวร์ทุกอย่าง และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการใช้งานซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมระบบที่รู้จักกันดีก็คือ DOS, Windows, Unix, Linux รวมทั้งโปรแกรมแปลคำสั่งที่เขียนในภาษาระดับสูง เช่น ภาษา Basic, Fortran, Pascal, Cobol, C เป็นต้น นอกจากนี้โปรแกรมที่ใช้ในการตรวจสอบระบบเช่น Norton’s Utilities ก็นับเป็นโปรแกรมสำหรับระบบด้วยเช่นกัน
       
   2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
          คือ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมที่นำมาให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่ว่าจะด้านเอกสาร บัญชี การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น

3.บุคลากร(people ware)

          หมายถึง บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งาน สั่งงานเพื่อ ให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ตามที่ต้องการ แบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังนี้
          
          3.1 ผู้จัดการระบบ (System Manager) คือ ผู้วางนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไปตามเป้าหมายของหน่วยงาน
          3.2 นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) คือ ผู้ที่ศึกษาระบบงานเดิมหรืองานใหม่และทำการวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการใช้คอมพิวเตอร์กับระบบงาน เพื่อให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู้ที่เขียนโปรแกรมให้กับระบบงาน
          3.3 โปรแกรมเมอร์ (Programmer) คือ ผู้เขียนโปรแกรมสั่งงานเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ทำงานตามความต้องการของ ผู้ใช้ โดยเขียนตาม แผนผังที่นักวิเคราะห์ ระบบได้เขียนไว้
          3.4 ผู้ใช้ (User) คือ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีการใช้เครื่อง และวิธีการใช้งานโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรม ที่มีอยู่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการเนื่องจากเป็นผู้กำหนดโปรแกรมและใช้ งานเครื่องคอมพิวเตอร์ มนุษย์จึงเป็น ตัวแปรสำคัญในอันที่จะทำให้ผลลัพธ์มีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากคำสั่งและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ได้รับจากการ กำหนดของมนุษย์ (Peopleware) ทั้งสิ้น

4. ข้อมูล (Data)
          ข้อมูลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่ต้องป้อนเข้าไปในคอมพิวเตอร์ พร้อมกับ โปรแกรมที่นักคอมพิวเตอร์เขียน ขึ้นเพื่อผลิตผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา ข้อมูลที่สามารถนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ได้ มี 5 ประเภท คือ ข้อมูลตัวเลข (Numeric Data) ข้อมูลตัวอักษร (Text Data) ข้อมูลเสียง (Audio Data) ข้อมูลภาพ (Images Data) และข้อมูลภาพเคลื่อนไหว (Video Data) 







คุณสมบัติของคอมพิวเตอร์

- ความเป็นอัตโนมัติ (Self Acting) การทำงานของคอมพิวเตอร์จะทำงานแบบอัตโนมัติภายใต้คำสั่งที่ได้ถูกกำหนดไว้ ทำงานดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ การประมวลผลและแปลงผลลัพธ์ออกมาให้อยู่ในรูปแบบที่มนุษย์เข้าใจได้

- ความเร็ว (Speed) คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้สามารถทำงานได้ถึงร้อยล้านคำสั่งในหนึ่งวินาที

- ความเชื่อถือ (Reliable) คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้จะทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่มีข้อผิดพลาด และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

- ความถูกต้องแม่นยำ (Accurate) วงจรคอมพิวเตอร์นั้นจะให้ผลของการคำนวณที่ถูกต้องเสมอหากผลของการคำนวณผิดจากที่ควรจะเป็น มักเกิดจากความผิดพลาดของโปรแกรมหรือข้อมูลที่เข้าสู่โปรแกร

- การเก็บข้อมูลจำนวนมาก ๆ ได้ (Store massive amounts of information) ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จะมีที่เก็บข้อมูลสำรองที่มีความสูงมากกว่าหนึ่งพันล้านตัวอักษร และสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จะสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าหนึ่งล้าน ๆ ตัวอักษร

- การย้ายข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว (Move information) โดยใช้การติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถส่งพจนานุกรมหนึ่งเล่มในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ไกลคนซีกโลกได้ในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งวินาที ทำให้มีการเรียกเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมกัน ทั่วโลกในปัจจุบันว่า ทางด่วนสารสนเทศ (Information Superhighway)

- สามารถทำงานซ้ำๆได้ (Repeatability) ช่วยลดปัญหาเรื่องความอ่อนล้าจากการทำงานของแรงงานคน นอกจากนี้ยังลดความผิดพลาดต่างๆได้ดีกว่าด้วย ข้อมูลที่ประมวลผลแม้จะยุ่งยากหรือซับซ้อนเพียงใดก็ตาม จะสามารถคำนวณและหาผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว




หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนที่ 1 : รับข้อมูลเข้า (Input)
        เริ่มต้นด้วยการนำข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถผ่านทางอุปกรณ์ชนิดต่างๆ แล้วแต่ชนิดของข้อมูลที่จะป้อนเข้าไป เช่น ถ้าเป็นการพิมพ์ข้อมูลจะใช้แผงแป้นพิมพ์ (Keyboard) เพื่อพิมพ์ข้อความหรือโปรแกรมเข้าเครื่อง ถ้าเป็นการเขียนภาพจะใช้เครื่องอ่านพิกัดภาพกราฟิค (Graphics Tablet) โดยมีปากกาชนิดพิเศษสำหรับเขียนภาพ หรือถ้าเป็นการเล่นเกมก็จะมีก้านควบคุม (Joystick) สำหรับเคลื่อนตำแหน่งของการเล่นบนจอภาพ เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 2 : ประมวลผลข้อมูล (Process)
        เมื่อนำข้อมูลเข้ามาแล้ว เครื่องจะดำเนินการกับข้อมูลตามคำสั่งที่ได้รับมาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ ต้องการ การประมวลผลอาจจะมีได้หลายอย่าง เช่น นำข้อมูลมาหาผลรวม นำข้อมูลมาจัดกลุ่มนำข้อมูลมาหาค่ามากที่สุด หรือน้อยที่สุด เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3 : แสดงผลลัพธ์ (Output)

        เป็นการนำผลลัพธ์จากการประมวลผลมาแสดงให้ทราบทางอุปกรณ์ที่กำหนดไว้ โดยทั่วไปจะแสดงผ่านทางจอภาพ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า "จอมอนิเตอร์" (Monitor) หรือจะพิมพ์ข้อมูลออกทางกระดาษโดยใช้เครื่องพิมพ์ก็ได้





ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์






ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (computer network) คือ การนำกลุ่มคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ มาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย โดยใช้สื่อกลางซึ่งเป็นสายเคเบิลหรือคลื่นวิทยุเป็นเส้นทางการลำเลียงข้อมูลเพื่อสื่อสารระหว่างกัน และการที่เครือข่ายสามารถเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวได้ก็เพราะระบบปฏิบัติการเครือข่าย ซึ่งจัดเป็นซอฟต์แวร์ระบบที่สำคัญที่นำมาใช้เชื่อมโยงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เข้าด้วยกัน และทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรบนเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานทรัพยากรร่วมกันบนเครือข่ายได้อย่างสะดวก


ประเภทของเครือข่าย (Categories of Networks)

- เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network: LAN)

เครือข่ายท้องถิ่นเป็นเครือข่ายส่วนบุคคล ที่มีการลิงค์เชื่อมโยงระหว่างพีซีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เพื่อการใช้งานร่วมกัน เครือข่ายท้องถิ่นอาจมีเพียงพีซีคอมพิวเตอร์เพียง 2 เครื่องเพื่อใช้งานตามบ้านเรือน หรือเชื่อมโยงพีซีคอมพิวเตอร์เป็นร้อยเครื่องสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ โดยจะครอบคลุมระยะทางไม่กี่กิโลเมตร

เครือข่ายท้องถิ่นหรือมักเรียกสั้น ๆ ว่า เครือข่ายแลน นั้น ได้รับการออกแบบมาเพื่ออนุญาตให้สามารถแชร์ทรัพยากรบนเครือข่ายร่วมกันได้ เช่น การแชร์ข้อมูล โปรแกรม และเครื่องพิมพ์ เป็นต้น

- เครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network: MAN)

เป็นเครือข่ายที่มีขนาดระหว่างเครือข่ายแลนและเครือข่ายแวน ซึ่งปกติจะครอบคลุมพื้นที่ภายในเมืองหรือจังหวัด โดยเป็นเครือข่ายที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อใช้งานเพื่อการสื่อสารความเร็วสูง

- เครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network: WAN)

เครือข่ายระดับประเทศหรือเครือข่ายแวนสามารถส่งผ่านข้อมูลได้ระยะไกล  สามารถสื่อสารข้ามประเทศหรือข้ามทวีปได้ เครือข่ายแวนอาจมีสายแกนหลักจำนวนมากกว่าหนึ่งเส้นที่นำไปใช้เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต

นอกจากขนาดของเครือข่ายที่สามารถเชื่อมโยงได้ไกลข้ามประเทศอย่างเครือข่ายแวนแล้ว สื่อส่งข้อมูลที่ใช้ในเครือข่ายแวนก็มีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสายโทรศัพท์ สายเคเบิล รวมถึงการสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นต้น

- อินเทอร์เน็ต (The Internet)

อินเทอร์เน็ตจัดเป็นเครือข่ายสาธารณะ (Public Network) ที่ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนเนชีวิตปัจจุบันของมนุษย์ในยุคนี้ จึงทำให้รูปแบบธุรกิจเดิมที่เคยดำเนินการอยู่ จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบด้วยการใช้ช่องทางการจำหน่ายผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างทางเลือกและความสะดวกในด้านการบริการแก่ลูกค้า โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางเว็บไซต์ ทั้งนี้มิได้จำกัดเพียงลูกค้าภายในประเทศ แต่นั่นหมายถึงลูกค้าทั่วโลกที่สามารถเข้าใช้บริการนี้ผ่านทางเว็บไซต์

อินเทอร์เน็ตประกอบด้วยเครือข่ายที่หลากหลาย ดังนั้นอุปกรณ์ที่เรียกว่า เร้าเตอร์ (Router) จึงถูกนำมาใช้เพื่อการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายเข้าด้วยกัน เร้าเตอร์จัดเป็นอุปกรณ์สำคัญของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทีเดียว เพื่อใช้สำหรับกำหนดเส้นทางบนเครือข่าย

นอกจากนี้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น มีค่อนข้างหลากหลายและอาจมีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรมของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้อุปกรณ์อย่าง เกตเวย์ (Gateway) จึงถูกนำมาใช้งานเพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ที่มีระบบแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงสามารถสื่อสารร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียวกันได้


โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Topology of LAN)



  • เครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)
  • จะทำงานเหมือนกับรถบัสโดยสารประจำทางคอยวิ่งรับส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งๆ ไปยังจุดหมายปลายทาง ในเครือข่ายแบบบัส จะไม่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลายคอยควบคุมจัดการ ทุกเครื่องในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับช่องสื่อสารเส้นเดียวกัน อุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดในเครือข่ายสามารถสื่อสารส่งข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ถึงกันได้โดยไม่จำเป็น ต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลาง ถ้ามีบางข่าวสารชนกัน อุปกรณ์ตัวนั้นจะหยุดชั่วขณะแล้วพยายามส่งใหม่
    - ข้อดี คือ สามารถจัดการได้ทั้งเครือข่ายแบบ client/server และแบบ peer-to-peer
    - ข้อจำกัด คือ จำเป็นต้องใช้วงจรสื่อสารและซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันของสัญญาณข้อมูล และถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย อาจส่งผลให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้





  • เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Topology)
  • คือ ไมโครโปรเซสเซอร์ทุกเครื่องจะสื่อสารกันถายในเครือข่ายผ่านสายสัญญาณที่มีลักษณะเป็นวงแหวน สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งวิ่งไป รอบวงแหวนจนกระทั่งไปถึงยังเครื่องปลายทางโดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็นศูนย์กลาง โดยมีโทเคนซึ่งเป็นบิต แบบมีแบบแผนจะวิ่งไปรอบๆ วงแหวนทำหน้าที่พิจารณาว่าเครื่องใดในเครือข่ายจะ เป็นผู้ส่งสารสนเทศ

    - ข้อดี ข่าวสารจะเคลื่อนที่เป็นลำดับไปในทิศทางเดียว ขจัดปัญหาการชนกันของสัญญาณ
    - ข้อจำกัด ถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย อาจทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้





  • เครือข่ายแบบดาว (Star Topology)
  • คือ จะมีไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องศูนย์กลางแม่ข่าย ไมโครคอมพิวเตอร์ที่เหลือและอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ทั้งหมดจะเชื่อมต่อไปยังเครื่องแม่ข่ายโดยมีฮับ (HUB) เป็นอุปกรณ์คอยจัดการรับส่งข่าวสารจากเครื่องหนึ่งๆไปสู่เครื่องอื่นๆ สายสื่อสารจะเชื่อมต่อจากไมโครคอมพิวเตอร์เข้าสู่ฮับแยกไปแต่ละเครื่อง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งผ่านจากเครื่องหนึ่งผ่านฮับไปยังเครื่องปลายทาง ฮับจะคอยตรวจสอบลำดับการจราจรที่วิ่งไปมาในเครือข่าย
    - ข้อดี ฮับจะทำหน้าที่คอยปกป้องการชนกันของข่าวสาร เมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย ก็จะไม่มีผลกระทบต่อเครื่องอื่นๆทั้งระบบ
    - ข้อจำกัด ถ้าฮับเสียหายจะทำให้ทั้งระบบต้องหยุดซะงัก และมีความสิ้นเปลืองสายสัญญาณมากกว่าแบบอื่นๆ




  • เครือข่ายแบบผสม (Hybrid Topology)
  • คือ เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว,วงแหวน และบัส เช่น วิทยาเขตขนาดเล็กที่มีหลายอาคาร เครือข่ายของแต่ละอาคารอาจใช้แบบบัสเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆที่ใช้แบบดาว และแบบวงแหวน



  • เครือข่ายแบบFDDI (FDDI Topology)
  • คือ เครือข่ายความเร็วสูงรุ่นใหม่ Fiber Distributed Data Interface การเชื่อมต่อจะมีความเร็วประมาณ 100-200 เมกะบิตต่อวินาที เครือข่าย FDDI จะใช้สายใยแก้วนำแสงโดยแปลงจาก โทโปโลยีแบบวงแหวน เพียงแต่มีวงแหวน 2 วง นิยมใช้สำหรับงานด้านที่ต้องการเทคโนโลยีสูง เช่น วีดิทัศน์แบบดิจิทัล , กราฟิกความละเอียดสูง

    - ข้อดี ความเร็วสูง มีเสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากมีวงแหวน 2 วง ถ้าวงใดวงหนึ่งเสียหาย การสื่อสารยังสามารถดำเนินต่อไปได้ในวงแหวนที่เหลือ
    - ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากใช้ใยแก้วนำแสง, อุปกรณ์และการจัดการเครือข่ายจะมีต้นทุนสูงกว่าโทโปโลยีอื่นๆ






    _______________________________


    http://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/computing_infrastructure/02.html


    http://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/computing_infrastructure/01.html


    http://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/computing_infrastructure/04.html


    http://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/computing_infrastructure/05.html


    http://reg.ksu.ac.th/teacher/songgrod/4123702/content/lesson1/103.html

    วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

    Week6: วิเคราะห์ข้อสอบ Onet วิชาคอมพิวเตอร์ 5 ข้อ

    - วิเคราะห์ข้อสอบ ONET วิชาคอมพิวเตอร์ -










    1) ข้อใดเป็นการนำระบบสารสนเทศและการสื่อสารข้อมูลมาใช้ในงานที่ให้
    ผลตอบแทนน้อยที่สุด
    ก.  ใช้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนบุคคล
    ข.  ใช้ในการปลูกผักในแปลงเกษตรโรงเรียน
    ค.  ใช้ในการควบคุมผลิตผลไม้กระป๋องส่งออก
    ง.  ใช้ในการควบคุมการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนรถยนต์ของโรงงาน

    = เฉลยข้อ  ข.

    วิเคราะห์ : การปลูกผักในโรงเรียนนั้น ไม่เหมือนการทำเกษตรกรรมส่งออกทั่วไป ที่จะได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินหรือเป็นสินค้าทางการเกษตรและการส่งออก เมื่อนำระบบสารสนเทศและการสื่อสารข้อมูลมาใช้ในการปลูกผักเล็กๆในโรงเรียน จึงได้รับผลตอบแทนน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่นๆ



    2) ข้อใดคือคุณสมบัติพื้นฐานของข้อมูลที่ดีเพื่อนำมาใช้ในการประมวลผล
    ในการใช้งานระบบสารสนเทศ
    ก.  ความถูกต้อง  ความทันสมัย  ความกระชับ
    ข.  ความสมบูรณ์  ความถูกต้อง  ความกระชับ
    ค.  ความถูกต้อง  ความกระชับ  ความเป็นปัจจุบัน
    ง.  ความสมบูรณ์  ความถูกต้อง  ความหลากหลาย

    = เฉลยข้อ  ก.

    วิเคราะห์ : - ความถูกต้อง : หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือไม่ได้จะทำให้เกิดผลเสียอย่างมาก ผู้ใช้จะไม่กล้าอ้างอิงหรือนำเอาไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเหตุให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความแม่นยำ และอาจมีโอกาสผิดพลาดได้ โครงสร้างข้อมูลที่ออกแบบต้องคำนึงถึงกรรมวิธีการดำเนินงานเพื่อให้ได้ความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด  โดยปกติความผิดพลาดของสารสนเทศส่วนใหญ่ มาจากข้อมูลที่ไม่มีความถูกต้อง

    - ความทันสมัย : การได้มาของข้อมูลจำเป็นต้องให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ มีการตอบสนองต่อผู้ใช้ได้เร็ว ตีความหมายสารสนเทศได้ทันต่อเหตุการณ์

    - ความกระชับ : การจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากจะต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากจึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้กะทัดรัดสื่อความหมายได้มีการใช้รหัสหรือย่นย่อข้อมูลให้เหมาะสมเพื่อที่จะจัดเก็บเข้าไว้ในระบบคอมพิวเตอร์



    3) อุปกรณ์ชนิดใดใช้เทคโนโลยีจานแสง(Optical Technology)
    ก.  เครื่องเล่นเทป                      ข.  หน่วยขับซีดีรอม
    ค.  หน่วยความจำแบบแฟลช     ง.  อุปกรณ์รับเข้าแบบจอสัมผัส

    = เฉลยข้อ  ข.

    วิเคราะห์ : อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีจานแสง ได้แก่ หน่วยขับซีดีต่างๆ เช่น หน่วยขับซีดีรอม หน่วยขับซีดีอาร์ หน่วยขับจานวีดิทัศน์ ฯลฯ ซึ่งอ่านแผ่นซีดีที่บันทึกข้อมูลหนาแน่นสูงในรูปแบบหลุมจิ๋วจำนวนมาก โดยใช้ลำแสงเลเซอร์ส่องและสะท้อนกลับ อ่านหลุมบนซีดี



    4) กระบวนงานในข้อใดเกิดขึ้นเป็นสิ่งแรกเมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
    ก.  เช็คสถานของระบบปฏิบัติการ
    ข.  เช็คสถานของแป้นพิมพ์ เมาส์และจอแสดงผล
    ค.  หน่วยประมวลผลกลางประมวลชุดคำสั่งในหน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้(RAM)
    ง.  หน่วยประมวลผลกลางประมวลชุดคำสั่งในหน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว

    = เฉลยข้อ  ค.

    วิเคราะห์ : เมื่อกดปุ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีไฟฟ้าเลี้ยงเมนบอร์ด หน่วยประมวลผลกลางจะเริ่มต้นอ่านชุดคำสั่งไบออส (สั่งตรวจอุปกรณ์และโหลดระบบปฏิบัติการจากฮาร์ดดิสก์ไปที่ RAM) ซึ่งบันทึกอยู่ที่ ROM (หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว)



    5) ธนาคารที่มีสาขาทั่วประเทศ ต้องจัดเก็บเอกสารแบบใด
    ก.  ตามตัวเลข
    ข.  ตามตัวอักษร
    ค.  ตามภูมิศาสตร์
    ง.  ตามชื่อสาขา

    = เฉลยข้อ ค.

    วิเคราะห์การเก็บตามชื่อภูมิศาสตร์ (Geographic Filing Method) เป็นระบบการจัดเก็บเอกสารที่เรียงแฟ้มตามชื่อหน่วยงาน ซึ่งพิจารณาว่าอยู่ในภูมิภาค เช่น เขต จังหวัด อำเภอ ตำบล ถนน ฯลฯ ธนาคารจึงใช้ระบบนี้ในการจัดเก็บเอกสาร เนื่องจากมีความสะดวกและสามารถแยกเอกสารได้เป็นระเบียบที่สุด











    _________________________

    http://www.slideshare.net/mobile/wanchalong/onetcom

    http://www.bs.ac.th/2548/e_bs/G7/Hruthai/page4.htm

    https://krupaga.wordpress.com/category/แบบทดสอบ-o-net-ม-6-คอมพิวเตอร์/

    http://www.kruthong.net/computer1/2/2.html

    http://www.trueplookpanya.com/new/asktrueplookpanya/questiondetail/7444

    http://www.trueplookpanya.com/new/asktrueplookpanya/questiondetail/5736

    วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

    Week5: สีรุ้งฟุ้งกระจาย #lovewins

    หลายๆคนคงสงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมอยู่ดีๆ รูปโปรไฟล์ในเฟสบุ๊คถึงกลายเป็นสีรุ้งฟุ้งกระจายกันขนาดนี้!!! แต่สำหรับบางคนก็คงจะทราบกันแล้วว่าโปรไฟล์สีรุ้งนี้หมายถึงอะไร เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่ทราบ มาทำความเข้าใจกันด่วนๆเลยค่ะ จะได้คุยกับเขารู้เรื่อง!



    (Mark Zuckerberg - founder of Facebook)



    - โปรไฟล์สีรุ้งคืออะไร? -

    ก่อนอื่นต้องขอกล่าวย้อนไปสักหน่อยนึงนะคะ ว่าก่อนที่จะมาเป็นโปรไฟล์สีรุ้งเนี่ยมันมีความเป็นมาอย่างไร

    ปรากฏการณ์โปรไฟล์สีรุ้งฟุ้งกระจายนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ เนื่องจากในวันที่ 26 มิถุนายน (วันที่ 27 มิถุนายน ของประเทศไทย) ที่ผ่านมานี้ศาลสูงสุดของสหรัฐฯได้ตัดสินคดีให้มีการออกกฎหมายรองรับการแต่งงานของเพศเดียวกันได้ถึง 50 รัฐ จากเดิมมีเพียง 37 รัฐเท่านั้นที่มีกฎหมายเช่นนี้ ซึ่งประเทศอเมริกาก็นับเป็นประเทศที่ 21 ที่มีการยอมรับการแต่งงานของเพศเดียวกัน บรรดาผู้คนมากมายจึงร่วมกันแสดงความยินดีและเฉลิมฉลองให้กับการต่อสู้อันเนิ่นนานของกลุ่มเพศที่สามอย่างล้นหลาม

    ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน ที่อาคารทำเนียบขาวได้ฉายไฟสีรุ้งทั่วทั้งตึก ซึ่งสีรุ้งนั้นเป็นสัญลักษณ์ของขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิรักร่วมเพศ สื่อต่างๆจึงพากันร่วมเฉลิมฉลองกับปรากฏการณ์ในครั้งนี้ บริษัทใหญ่ทั่วทั้งอเมริกาและต่างประเทศได้ออกมาเปลี่ยนสัญลักษณ์เป็นสีรุ้ง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Visa, Mashable, Google, Twitter, Youtube และอื่นๆอีกมากมาย แต่ประเด็นที่เราจะพูดกันในวันนี้คือ จุดกำเนิดโปรไฟล์สีรุ้งในเฟสบุ๊คของเรา ต้องยกให้กับสำนักงาน Facebook และ Mark Zuckerberg หนุ่มหล่อมากความสามารถเจ้าของ Facebook ของพวกเรานั่นเองค่ะ เพราะนอกจากเจ้าตัวจะออกมาแสดงความยินดีกับปรากฏการณ์นี้แล้ว ยังมีลูกเล่นใหม่ที่เข้ากับสถานการณ์มาฝากพวกเราอีกด้วย นั่นก็คือแอพทำโปรไฟล์สีรุ้งที่ให้ทุกๆคนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองกับปรากฏการณ์ครั้งนี้ ใครที่อยากจะใช้โปรไฟล์สีรุ้งก็สามารถเข้าไปทำได้ที่ลิ้งค์นี้เลยนะคะ https://www.facebook.com/celebratepride แล้วมาสีรุ้งฟุ้งกระจายไปด้วยกันเนอะ

    และนี่ก็คือที่มาของโปรไฟล์สีรุ้งที่บัดนี้ได้เกลื่อนเต็มเฟสบุ๊คไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เข้าใจกันแล้วใช่มั้ยล่ะคะว่าทำไมเขาถึงใช้สีรุ้งกัน



    แต่เดี๋ยว! ช้าก่อน เราแอบได้ยินบางคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้รูปโปรไฟล์สีรุ้งอยู่เลย การใช้โปรไฟล์สีรุ้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้เปิดเผยตนว่าเป็นชายรักชายนะคะ!!!

    ธงสีรุ้ง 6 สี หรือ แถบสีรุ้งในโปรไฟล์เฟสบุ๊ค หมายถึง "Gay" แต่เกย์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงชายรักชายเพียงอย่างเดียวนะคะ แต่หมายถึงกลุ่มที่มีกลุ่มเพศทางเลือก หรือ LGBT นั่นก็คือ Lesbien, Gay, Bi-sexual และ Transgender

    ผู้ที่เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในเฟสบุ๊คไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นเป็นกลุ่มคนรักร่วมเพศ แต่การที่พวกเขาเหล่านั้นเปลี่ยนโปรไฟล์เป็นสีรุ้งก็เพราะต้องการที่จะแสดงความยินดีและร่วมเฉลิมฉลองให้กับกลุ่มคนรักร่วมเพศค่ะ

    และนี่คือภาพตัวอย่างของบริษัทต่างๆที่เปลี่ยนรูปสัญลักษณ์เป็นสีรุ้งเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง





















    - ความคิดเห็นส่วนตัว..? -

    สำหรับเรา การที่เปิดอิสรภาพให้แก่ความรักเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ เพราะการที่คนเราจะรักใครสักคน มันไม่น่าจะต้องมีข้อจำกัดใดๆมาขัดขวางความรัก โดยเฉพาะในเรื่องของ "เพศ" คนส่วนใหญ่ชอบดูถูกความรักของคนเพศเดียวกัน หรือบางทีก็อาจจะถึงขั้นรังเกียจเหยียดหยามกันเลยทีเดียว ซึ่งจริงๆแล้วความรักนั้นเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเกิดในกลุ่มคนประเภทไหน ชาติไหน วัยไหนก็ตาม ความรักก็ยังคงเป็นสิ่งที่ดีและงดงามเสมอ หากแต่ว่าบุคคลสองคนจะทำให้มันออกมาให้ดีและถูกต้องหรือไม่ แต่คำว่าถูกต้องในที่นี้จำเป็นต้องเป็นหญิงชายเสมอไปไหมคะ? เราคิดว่าไม่จำเป็นหรอกค่ะ ความรักเกิดขึ้นได้เสมอ เราไม่มีทางห้ามมันได้หรอก ไม่ว่าเราจะเป็นเพศไหน รักคนเพศเดียวกัน หรืออะไรก็ตามแต่ เราเชื่อว่าขอแค่เป็นคนดีและไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ถือว่าดีมากแล้วค่ะ เพราะมันเป็นสิทธิของเราเนอะ แค่ใช้สิทธิให้อยู่ในกรอบของเราและทำมันออกมาให้ดีก็พอ






    จงเชื่อในสิ่งที่คุณเป็น ไม่ใช่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นต้องการให้คุณเป็น
     Just be who you want to be not what others want to see.











    อ้างอิงรูปภาพจาก :

     https://pbs.twimg.com/media/CIcLEpFXAAAaac_.jpg

    http://www.midiario.com/sites/default/files/styles/md_imagenes_del_dia_-_660x390/public/fa05.png?itok=UjA0Xpud

    http://www.marketingoops.com/wp-content/uploads/2015/06/gay25.png

    https://pbs.twimg.com/media/CHolHm_UwAAX-jm.jpg

    http://cdn.pingwest.com/wp-content/uploads/2015/06/utube-pride.jpg-700x0

    https://pbs.twimg.com/media/CIhaBwGWUAAXWlK.jpg




    ________________________

    http://faceblog.in.th/2015/06/pride-lovewins/

    http://social.whatphone.tv/pride-lovewins-lgbt/

    วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

    Week4: โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (Java)

    Java คืออะไร?

    Java หรือ Java programming language คือภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ พัฒนาโดย เจมส์ กอสลิง และวิศวกรคนอื่นๆ ที่บริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ ภาษานี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้แทนภาษา C++ โดยรูปแบบที่เพิ่มเติมขึ้นคล้ายกับภาษา Objective-C แต่เดิมภาษานี้เรียกว่า ภาษาโอ๊ค (Oak) ซึ่งตั้งชื่อตามต้นโอ๊คใกล้ที่ทำงานของ เจมส์ กอสลิง แล้วภายหลังจึงเปลี่ยนไปใช้ชื่อ “จาวา” ซึ่งเป็นชื่อกาแฟแทน






    ข้อดีของ ภาษา Java

    – ภาษา Java เป็นภาษาที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุแบบสมบูรณ์ ซึ่งเหมาะสำหรับพัฒนาระบบที่มีความซับซ้อน การพัฒนาโปรแกรมแบบวัตถุจะช่วยให้เราสามารถใช้คำหรือชื่อต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบงานนั้นมาใช้ในการออกแบบโปรแกรมได้ ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

    – โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยใช้ภาษา Java จะมีความสามารถทำงานได้ในระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน ไม่จําเป็นต้องดัดแปลงแก้ไขโปรแกรม เช่น หากเขียนโปรแกรมบนเครื่อง Sun โปรแกรมนั้นก็สามารถถูก compile และ run บนเครื่องพีซีธรรมดาได้

    – ภาษาจาวามีการตรวจสอบข้อผิดพลาดทั้งตอน compile time และ runtime ทำให้ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในโปรแกรม และช่วยให้ debug โปรแกรมได้ง่าย

    – ภาษาจาวามีความซับซ้อนน้อยกว่าภาษา C++ เมื่อเปรียบเทียบ code ของโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยภาษา Java กับ C++ พบว่า โปรแกรมที่เขียนโดยภาษา Java จะมีจํานวน code น้อยกว่าโปรแกรมที่เขียนโดยภาษา C++ ทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่าและลดความผิดพลาดได้มากขึ้น

    – ภาษาจาวาถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยสูงตั้งแต่แรก ทำให้โปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยจาวามีความปลอดภัยมากกว่าโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาอื่น เพราะ Java มี security ทั้ง low level และ high level ได้แก่ electronic signature, public andprivate key management, access control และ certificatesของ

    – มี IDE, application server, และ library ต่าง ๆ มากมายสำหรับจาวาที่เราสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทำให้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับการซื้อ tool และ s/w ต่างๆ



    ข้อเสียของ ภาษา Java

    – ทำงานได้ช้ากว่า native code (โปรแกรมที่ compile ให้อยู่ในรูปของภาษาเครื่อง) หรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาอื่น อย่างเช่น C หรือ C++ ทั้งนี้ก็เพราะว่าโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาจาวาจะถูกแปลงเป็นภาษากลาง ก่อน แล้วเมื่อโปรแกรมทำงานคำสั่งของภาษากลางนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นภาษาเครื่องอีก ทีหนึ่ง ทีล่ะคำสั่ง (หรือกลุ่มของคำสั่ง) ณ runtime ทำให้ทำงานช้ากว่า native code ซึ่งอยู่ในรูปของภาษาเครื่องแล้วตั้งแต่ compile โปรแกรมที่ต้องการความเร็วในการทำงานจึงไม่นิยมเขียนด้วยจาวา

    – tool ที่มีในการใช้พัฒนาโปรแกรมจาวามักไม่ค่อยเก่ง ทำให้หลายอย่างโปรแกรมเมอร์จะต้องเป็นคนทำเอง ทำให้ต้องเสียเวลาทำงานในส่วนที่ tool ทำไม่ได้ ถ้าเราดู tool ของ MS จะใช้งานได้ง่ายกว่า และพัฒนาได้เร็วกว่า (แต่เราต้องซื้อ tool ของ MS และก็ต้องรันบน platform ของ MS)






    คุณลักษณะเด่นของภาษา Java

    –  ภาษา Java เป็นภาษาที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุแบบสมบูรณ์

    –  โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยใช้ภาษา Java จะมีความสามารถทำงานได้ในระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน ไม่จําเป็นต้องดัดแปลงแก้ไขโปรแกรม เช่น หากเขียนโปรแกรมบนเครื่อง Sun โปรแกรมนั้นก็สามารถถูก compile และ run บนเครื่องพีซีธรรมดาได้

    –  เมื่อเปรียบเทียบ code ของโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยภาษา Java กับ C++ พบว่า โปรแกรมที่เขียนโดยภาษา Java จะมีจํานวน code น้อยกว่าโปรแกรมที่เขียนโดยภาษา C++ ถึง 4 เท่า และใช้เวลาในการเขียนโปรแกรม น้อยกว่าประมาณ 2 เท่า

    –  Java มี security ทั้ง low level และ high level ได้แก่ electronic signature, public andprivate key management, access control และ certificatesของภาษาจาวา



    รูปแบบของ script

    ในการเขียน script สามารถเขียน โดยในรูปแบบที่ 1 ได้โดยไม่ต้องระบุภาษาก็ได้ แต่ต้องเขียน tag ของ script ดังรูป




    ในการเขียน script ตามรูปแบบที่ 2 โดยระบุภาษาเป็น javascript และเขียนใน tag ของ script ดังรูป









    อ้างอิงรูปภาพจาก :

    http://www.orafaq.com/wiki/images/thumb/2/21/Java_logo.jpg/300px-Java_logo.jpg

    http://hntechno.com/img/product-development-using-java.jpg



    _________________________________

    อ้างอิงข้อมูลจาก : https://nongtha57.wordpress.com/ความเป็นมา-java/

    วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558

    Week3: Social Network กับนักเรียนและสังคม

    เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกๆคนต้องมี สำหรับ "สังคมออนไลน์" หรือ "Social Network" ที่แทบจะกลายเป็นสังคมหลักของชีวิตมนุษย์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเด็กเล็กๆ เด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในสังคมออนไลน์


    สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นก็มีหลากหลายประเภทให้เลือกใช้กันไม่หวาดไม่ไหว มีทั้งที่เป็นโปรแกรมในเครื่อง PC และแอพพลิเคชั่นใน Smartphone ทั่วๆไป อาทิ Line, Facebook, Twitter, Instagram และ Youtube เป็นต้น แล้วความหมายของโซเชียลเน็ตเวิร์คนี่มันคืออะไรกัน?







    Social Network คือ?
    สังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) นั้น ไม่ได้หมายถึงแอพพลิเคชั่นที่ใช้แชทกันเท่านั้น แต่คือการที่ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคนหนึ่ง เชื่อมโยงกับผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคนอื่นๆ ผ่านผู้ให้บริการด้านโซเชียลเน็ตเวิร์ค* หรือนั่นก็คือพวกเว็บไซต์ โปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆนั่นเอง


    นอกจากโซเชียลเน็ตเวิร์คจะมีไว้เพื่ออำนวยสะดวกในการติดต่อสื่อสารกันแล้ว เรายังสามารถแชร์สิ่งต่างๆร่วมกันได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแชร์คลิปวิดีโอบน Youtube หรือการแชร์โพสต์ต่างๆบน Facebook และเพราะเหตุนี้เอง คนในสังคมปัจจุบันจึงเลือกที่จะใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นตัวแทนในการสื่อสาร บ่งบอกตัวตน หรือแสดงผลงานต่างๆ เพราะให้ความสะดวกและความรวดเร็วนั่นเอง







    Social Network กับสังคม?
    เนื่องจากปัจจุบันสมาร์ทโฟนและ Social Network มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จึงทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้สิ่งเหล่านี้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน แต่บ่อยครั้งที่เราอาจจะเห็นว่าเราปล่อยให้ Social Network อยู่เหนือการควบคุมของเรามากเกินไป จากที่ใช้แค่เพื่ออำนวยความสะดวก กลับกลายเป็นการเสพติดโซเชียล มีอะไรก็ต้องแชร์ ต้องอัพเดตให้คนอื่นเห็น จะคุยกับใครก็ใช้วิธีการทักแชทไปคุยแทนการโทรศัพท์หรือเจอหน้าพูดคุยกัน เวลาว่างก็หมดไปกับการเล่นโซเชียลต่างๆ หรือเล่นจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนก็มี สังคมลักษณะนี้ในปัจจุบันจึงถูกขนานนามว่า "สังคมก้มหน้า" ซึ่งสังคมแบบนี้ก็อาจจะทำให้ความสนิทสนมระหว่างสมาชิกในครอบครัว หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลลดน้อยลง อย่างเช่นเมื่อเรามีปัญหาอะไร คนสมัยนี้ก็เลือกที่จะเข้าหาโซเชียลแทนที่จะพูดคุยปรึกษากับคนรอบตัวหรือคนในครอบครัวก่อน กลายเป็นว่าเรากลับให้ความสำคัญกับคนในโซเชียล โดยที่เราก็ไม่สามารถรู้ถึงเจตนาของเขาได้ ซึ่งเหตุนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมได้อีกด้วย







    Social Network กับตัวฉัน?
    เรายอมรับว่าเราเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ติด Social Network เพราะเราคิดว่ามันง่ายต่อการติดต่อสื่อสารและการติดตามสื่อบันเทิง หรือข่าวสารต่างๆ เราคิดว่า Social Network นั้นก็เป็นประโยชน์และจำเป็นกับสังคมปัจจุบันในระดับหนึ่ง เพราะหากเราเป็นคนที่ปิดกั้นโซเชียลมากเกินไป เราก็อาจจะเป็นคนที่ไม่ทันข่าวสาร เพราะส่วนใหญ่ข่าวสารต่างๆก็มักจะเข้าถึง Social Network เร็วกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีมัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัว Social Network ก็เช่นกัน ยิ่งมีข้อดีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีข้อเสียตามมามากเท่านั้น


    หากเรารู้จักวิธีการใช้มันให้เกิดประโยชน์ ไม่นำไปใช้ในทางที่ผิด รู้จักเคารพสิทธิของกันและกัน ไม่ไปก้าวก่ายผู้อื่น เราก็จะสามารถอยู่ร่วมกันกับคนใน "สังคมก้มหน้า" ได้อย่างมีความสุข













    อ้างอิงรูปภาพจาก :

    http://www.tacthai.com/FileSystem/Image/www.onlinesoft.co.th/20111214/Social-Network-Stock-Photo.jpg

    https://engagor.com/wp-content/uploads/2014/01/social-business.jpg

    http://cdn1.tnwcdn.com/wp-content/blogs.dir/1/files/2014/06/social-media-apps.jpg

    http://www.as-habee.com/wp-content/uploads/2015/02/1402414053-a-o.jpg



    ___________________________

    * http://www.microbrand.co/social-network-คืออะไร-ใช้งานอย่างไร/

    วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

    Week2: 나도 ติ่ง 이야!! (ฉันก็เป็นติ่งเหมือนกันนะ)

    ถ้าพูดถึงด้านความบันเทิง จะไม่พูดถึงประเทศเกาหลีใต้ก็คงจะผิดแรง เพราะในปัจจุบันนั้นกระแสนิยมด้านสื่อบันเทิงของเกาหลีกำลังพุ่งกระฉูดอย่างฉุดไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นในด้านซีรี่ย์ รายการวาไรตี้หรือรายการบันเทิงต่างๆ โดยเฉพาะด้านดนตรี ประเภทร้องรำทำเพลงที่รู้จักกันดีในนามของคำว่า "K-pop"






    หลายๆคนคงได้ยินจนระอาแล้วสินะคะสำหรับคำว่าเคป็อป แต่เราเชื่อว่าหลายๆคนคงอาจจะยังไม่รู้จักเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีเท่าไหร่นัก จริงๆแล้วเคป็อปก็คือเพลงป็อปของเกาหลีนั่นแหละค่ะ ศิลปินบ้านเขาก็จะมีตั้งแต่เดี่ยว ดูโอ้ ยันตั้งทีมฟุตบอลได้ เคป็อปเป็นชื่อเรียกแนวเพลงธรรมดาๆ ที่ได้รับการยอมรับและได้รับความนิยมจากหลายๆประเทศ แต่ความนิยมในเคป็อปก็มักจะถูกมองว่าเป็นการคลั่งไคล้ ดูเป็น "ติ่ง" ไร้สาระ ทั้งๆที่มันก็เป็นความชอบหรือความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทุกๆคนก็มีเหมือนกัน ทำไม "ติ่ง" ถึงถูกมองแบบนี้กันนะ?


    แล้วคำว่า "ติ่ง" นี่มันคืออะไรล่ะ มันมาจากไหน ทำไมต้องเป็น "ติ่ง" ด้วย เคยสงสัยกันบ้างไหมคะ? ติ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไส้ติ่งนะคะ แต่คำว่า"ติ่ง"หรือ"ติ่งเกาหลี" มีต้นกำเนิดจากที่ว่า เมื่อก่อนมีสาวกเคป็อปที่ยังเป็นเด็กมัธยมต้นไว้ทรงผมสั้นเท่าติ่งหูกลุ่มนึง(หรืออาจจะหลายกลุ่ม) ได้สร้างวีรกรรมบางอย่างที่ทำให้มีคนเข้าไปว่าและเรียกสาวกประเภทนี้ว่าพวกติ่ง เลยเกิดการประชดประชันกันว่า "เออใช่ ฉันมันติ่ง!" จนสุดท้ายมันก็กลับกลายมาเป็นคำติดปากที่ใช้เรียกคนกลุ่มหนึ่งที่มีความชอบในสิ่งเดียวกันเฉกเช่น "ติ่งเกาหลี" เป็นต้นนี่แหละค่ะคุณขา






    แล้วทำไมติ่งเกาหลีถึงถูกมองว่าไร้สาระ คลั่งไคล้บ้าบอเกินเหตุขนาดนั้นกันล่ะ ทั้งๆที่พวกเราก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครเลย เราเพียงแค่ไปดูคอนเสิร์ตศิลปินที่เราชอบ ซื้ออัลบัมหรือของออฟฟิเชียลของศิลปิน ฟังเพลงและเต้นโคฟเวอร์ ซึ่งก็เป็นลักษณะธรรมดาของแฟนคลับทั่วๆไปที่มีความรักความชอบในศิลปิน






    การที่เรายอมจ่ายเงินแพงๆเพื่อไปดูคอนเสิร์ต ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่คอฟุตบอลยอมเสียค่าตั๋วไปนั่งติดขอบสนามเชียร์ทีมที่ตนเองรัก ทั้งๆที่สามารถดูถ่ายทอดสดทางทีวีได้เหมือนกัน หรือคนที่ชอบแต่งเครื่องยนต์ก็ยอมจ่ายเงินซื้อเครื่องแพงๆมาประดับรถของตน ทุกอย่างล้วนเกิดเพราะความชอบเช่นเดียวกันทั้งนั้น






    คุณก็คงไม่ชอบเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ถ้ามีคนมาดูถูกว่าความชอบของคุณเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะฉะนั้นก็อย่าตัดสินความชอบของคนอื่นว่าเป็นเรื่องไร้สาระด้วยทัศนคติของคุณเอง


    เราเองก็เป็นอีกคนที่เป็นติ่งเกาหลี และเราเชื่อว่าการชอบศิลปินเกาหลี ศิลปินต่างชาติ ศิลปินในชาติ หรือว่าจะชอบในอะไรก็ตามแต่ หากแบ่งเวลาได้ รู้ขอบเขตของตนเอง และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ถือว่าโอเคแล้วค่ะ






    สุดท้ายนี้ก็อยากจะบอกว่าติ่งไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คุณคิดนะคะ อาจจะมีบางครั้งที่ทำผิดพลาดไปบ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด อยากให้ทุกคนลองเปิดใจรับฟังมุมมองของติ่งอย่างพวกเรากันด้วยนะคะ



    "ถึงจะชอบเกาหลี แต่ก็ไม่เคยทรพีประเทศไทย"







    อ้างอิงรูปภาพจาก :

    http://image.dek-d.com/27/0374/9630/115904540

    http://image.newsis.com/2013/07/31/NISI20130731_0008489956_web.jpg

    http://www.sportsworldi.com/content/image/2011/09/05/20110905000703_0.jpg

    http://cfile7.uf.tistory.com/image/1512603D5100D67E3497BD

    http://www.allaboutmusic.asia/wp-content/uploads/2014/09/EXO-Concert-2.jpg